กลยุทธ์การนิเทศ : การพัฒนาคุณภาพศึกษา

ความเป็นอารยของมวลมนุษย์ จะต้องไม่ละเลยใส่ใจเรื่องการศึกษา หัวใจของการปฏิบัติงานทางศึกษาตามแนวทางปฏิรูปการศึกษาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 คือ การให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ เป็นคนดี คนเก่งมีคุณภาพและมีความสุข สุขภาพกายและสุขภาพจิตดี เพื่อเป็นประชาชนที่มองกว้าง คิดไกล ใฝ่รู้ เชิดชูคุณธรรมในอนาคต การที่เด็กจะเจริญเติบโตเป็นพลเมืองที่มีประสิทธิภาพและมีความรู้ความสามารถมากน้อยเพียงใดนั้น มีกระบวนการสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการทำหน้าที่ด้านการสอน การบริหาร และการนิเทศที่ส่งผลให้เกิดการพัฒนาคุณภาพของการศึกษาไทย แต่ผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาปัจจุบันไม่บรรลุเป้าหมายอันเนื่องมาจากเหตุแห่งปัจจัยหลายด้าน การนิเทศกำกับติดตามตรวจสอบและประเมินผลคุณภาพการศึกษาถือเป็นภารกิจเร่งด่วนในการขับเคลื่อนและสนับสนุนวงล้อการพัฒนาให้เคลื่อนที่ จึงทำให้เราต้องหากลวิธีในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยการศึกษาค้นคว้ารวบรวมข้อมูลเพื่อสร้างแบบแผนวิธีการในการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลสูงสุด อันหมายถึง กลยุทธ์การนิเทศ เป็นกลวิธีในการวางแผนงานที่สามารถส่งเสริมการทำงานในสถานศึกษาช่วยให้กำหนดวัตถุประสงค์และกำหนดทิศทางหรือภารกิจหลักในอนาคตได้อย่างชัดเจน จนสามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้ปฏิบัติงานให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในร่วมคิดร่วมทำมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อสามารถคาดคะเนถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้น และเปลี่ยนแปลงปัญหาเป็นโอกาสที่จะดำเนินงานพัฒนาคุณภาพให้บรรลุผลในอนาคต

สภาพการจัดการศึกษากับการนิเทศ

เนื่องจากสภาวะสังคมที่กำลังพัฒนาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เป้าหมายในการพัฒนาคนคือ การศึกษา แต่เหตุการณ์ที่พบเห็นในปัจจุบันการศึกษาไทยมีปัญหาและทุกปัญหาที่เกิดล้วนต้องการหาคำตอบว่า “อะไร” คือ มูลเหตุของปัญหาโดยเฉพาะการศึกษาของคนไทย การนิเทศติดตามและประเมินผลการศึกษามีความสำคัญความจำเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยมุ่งพัฒนาการเรียนการสอน พัฒนาบุคลากรให้มีประสิทธิภาพไปสู่อนาคต การพัฒนากลยุทธ์เป็นวิธีการที่มีกรอบแนวคิดและประเด็นสำคัญที่สอดคล้องกับสภาพจริง เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาการดำเนินงานสู่เป้าหมายได้ จากรายงานการติดตามประเมินผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามแนวการปฏิรูปการศึกษา ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 ถึงปัจจุบัน พบว่า ต้องมีการต่อยอดเพื่อให้ประสบความสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษาหลายประเด็น เช่น คุณภาพผู้เรียนซึ่งมีผลสัมฤทธิ์ใน 5 วิชาหลักต่ำ คุณภาพครูซึ่งยังมีความขาดแคลนทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ การเพิ่มโอกาสทางการเรียนรู้และยังมีผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาจำนวนมาก ซึ่งปัญหาต่างๆเหล่านี้มีความสอดคล้องกับหน่วยงานองค์กรต่างๆที่ทำหน้าที่ตรวจสอบคุณภาพการศึกษาของชาติพบว่ามีผลตกต่ำที่ต้องพัฒนาอย่างเร่งด่วน ได้แก่ การประเมินคุณภาพของ สมศ. พบว่า สถานศึกษาไม่ได้เกณฑ์มาตรฐานสูงถึงร้อยละ 65 และในการสอบ O-NET / A-NET คะแนนที่ได้ต่ำกว่ามาตรฐานทุกวิชา การประเมินนักเรียนในโครงการ PISA2006 พบว่า นักเรียนไทยมีความสามารถในการอ่าน การเรียนรู้คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ต่ำ อยู่ในระดับสมรรถนะ 2 (จากทั้งหมด 5 ระดับ) เกือบร้อยละ 80 เช่นเดียวกับโครงการ TIMSS ประเมินผลสัมฤทธิ์วิชาคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ พบว่า ทั้ง 2 วิชาต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 500 คะแนน และคะแนนยังลดลงจากปีก่อน ด้านการแข่งขันเด็กความสามารถพิเศษในโอลิมปิกวิชาการ ถึงแม้ไทยจะได้เหรียญทองวิชาคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์ แต่ก็จำนวนน้อย แม้กระทั่งเวียดนามและอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ได้เหรียญทองโอลิมปิกด้วยเช่นกัน (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2552, หน้า 109) เมื่อสรุปสภาพปัญหาจากข้อมูลของสภาวะการศึกษาและที่เกี่ยวข้องไทยโดยเฉพาะและเมื่อเปรียบเทียบกับนานาประเทศ พบข้อสรุปที่ควรปรับปรุง ได้แก่ ประชากรวัยแรงงานส่วนใหญ่ยังมีการศึกษาต่ำ การเพิ่มคุณภาพชีวิตประชากรตั้งแต่เล็ก เร่งปรับปรุงคุณภาพการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการอ่าน การขาดแคลนครูคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ลดภาระงานครูด้านอื่นๆ ทบทวนเกณฑ์การเลื่อนชั้นและการซ้ำชั้นทั้งระดับประถม/มัธยมศึกษา ควรมีการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลของผลระบบการศึกษาไทยโดยรวม (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2552, หน้า 111-112) จากสภาพปัญหาดังกล่าวจึงเป็นเหตุผลที่ทุกคนต้องหันกลับมาพิจารณาว่า ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่ควรจะมีการหาวิธีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เกิดการขับเคลื่อนไปสู่มิติคุณภาพให้เด็กไทยทุกคนได้รับโอกาสเป็น “คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ” ตามเป้าหมายในการปฏิรูปการศึกษารอบสองที่กำหนดไว้ ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วเราจะพบว่ากระบวนการสำคัญ ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาประกอบด้วย 3 กระบวนการ คือ กระบวนการบริหาร กระบวนการเรียนการสอน และกระบวนการนิเทศการศึกษา ทั้งนี้กระบวนการบริหารจะมีความชัดเจนอยู่ในระบบของการบริหารราชการ ส่วนกระบวนการเรียนการสอน เป็นกระบวนการหลักในการจัดการเรียนรู้ สำหรับกระบวนการนิเทศภายในเป็นกระบวนการสำหรับการส่งเสริม สนับสนุนคุณภาพของการจัดการเรียนรู้และการบริหารจัดการในสถานศึกษา ซึ่งทั้ง 3 กระบวนการจะส่งผลถึงคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2542, หน้า 15)

โดย : ไพรินทร์ เหมบุตร สพม.41

 
 

*สามารถดาวน์โหลดบทความฉบับเต็มได้ที่ไฟล์ดาวน์โหลดด้านล่าง

เอกสารดาวน์โหลด

 
 
กลยุทธ์การนิเทศ :
การพัฒนาคุณภาพศึกษา